ท่านสามารถรับชมเพิ่มเติมได้ที่ www.drsuthichai.com
วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554
หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ
หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ( Six Thinking Hats)
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
เมื่อ พูดถึงเรื่องของความคิดและเรื่องของระบบสมองของคนเราแล้ว มีความสลับซับซ้อนมากจึงมีคนคิดค้นเครื่องมือหลากหลายชนิดมาเพื่อให้เกิด กระบวนการเรียนรู้ เข้าใจและเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิด ซึ่งมีเครื่องมือต่างๆ เช่น การทำ Mind Mapping , หลักคิดแบบพุทธศาสนา โยนิโสมนสิการ และเครื่องมืออีกหลากหลาย แต่ในที่นี้กระผมขอพูดถึงเครื่องมือตัวหนึ่งคือ หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Six thinking hats
Six thinking hats คือ เครื่องมือที่ช่วยให้การคิดมีระบบเป็นการคิดอย่างมีโฟกัส มีการจำแนกความคิดออกเป็นด้านๆ และคิดอย่างมีคุณภาพ เพื่อช่วยจัดระเบียบการคิด ทำให้การคิดของคนเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดร. Edward de Bono (เอดเวิร์ด เดอ โบโน) เป็นผู้คิดเครื่องมือดังกล่าว เพื่อให้การคิดเป็นระบบเพื่อให้ผู้เรียนมีหลักในการจำแนกความคิดออกเป็น 6 ด้าน ทำให้เกิดความคิดในการแก้ปัญหาและตัดสินใจอย่างเป็นระบบ เป็นการเพิ่มศักยภาพให้ทักษะการคิด ทำให้ไม่คิดข้ามไปข้ามมา หรือคิดพร้อมกันทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้ประหยัดเวลา
การคิดตามทฤษฏีของดร. Edward de Bono (เอดเวิร์ด เดอ โบโน) ได้แบ่งหมวกออกเป็น 6 สีโดยสมมุติหมวกทั้ง 6 สี แทนความคิดด้านใดด้านหนึ่ง คือ หมวกสีขาว,หมวกสีแดง ,หมวกสีเหลือง ,หมวกสีเขียว,หมวกสีดำ และหมวกสีฟ้า ซึ่งแต่ละสีมีความหมายดังนี้
หมวกสีขาว สีแห่งความเป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและตัวเลข
หมวกสีแดง แสดงถึงความโกรธ ความเดือดดาลและอารมณ์ แสดงในมุมมองด้านอารมณ์
หมวกสีดำ สีดำมืดมนและจริงจัง หมวกสีดำคือข้อควรระวัง และคำเตือน มันชี้ให้เห็นถึง
จุดอ่อนของความคิดนั้น ๆ
หมวกสีเหลือง สีเหลืองส่องสว่าง และให้ความรู้สึกในทางที่ดี หมวกสีเหลืองจึงเป็นมุมมองในแง่บวก รวมถึงความหวัง และการคิดในแง่ดีด้วย
หมวกสีเขียว สีเขียวคือสีของหญ้า พืชพรรณ ความอุดมสมบูรณ์ การเติบโตงอกงาม
หมวกสีเขียวหมายถึงความคิดริเริ่ม และความคิดใหม่ ๆ
หมวกสีฟ้า สีฟ้าเยือกเย็น และเป็นสีของท้องฟ้าซึ่งอยู่เบื้องบนเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง หมวกสีฟ้าจึงหมายถึงการควบคุม การจัดระบบกระบวนการคิดและการใช้หมวกอื่น ๆ
ประโยชน์ของการใช้ Six Thinking Hats
1. ช่วยลดความขัดแย้งในการประชุมลงไปได้มาก
2. ช่วยให้เกิดการคิดทีละด้าน มองทีละด้าน จากด้านหนึ่งไปมองอีกด้านหนึ่ง ทำให้เห็นภาพจริงที่ชัดเจน
3. ช่วยให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เป็นการดึงเอาศักยภาพของแต่ละคนออกมา
4. ช่วยประหยัดเวลาในการประชุม
สรุป เรื่องเกี่ยวกับความคิดของคนเรามีความสำคัญ คนจะร่ำรวยได้ก็เพราะการคิด คนจะประ
สบ ความสำเร็จก็เพราะความคิดของเขา หากคนเราคิดไปเรื่อยโดยขาดหลักหรือความรู้เกี่ยวกับความคิด ก็จะทำให้เสียเวลา หรือไม่สามารถนำเอาศักยภาพมาใช้ ดังนั้นคนเราควรเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ หรือควรมีเครื่องมือมาช่วยให้เกิดระบบในการเรียนรู้
ท่านผู้อ่านที่สนใจ ท่านสามารถหาหนังสือ Six thinking hats ของ ดร. Edward de Bono (เอดเวิร์ด เดอ โบโน) มาอ่านได้ โดยมีผู้แปลเป็นภาษาไทย หากท่านผู้อ่านไม่ต้องการอ่านฉบับหนังสือภาษาอังกฤษ
หนทางสู่ความสำเร็จ
หนทางสู่ความสำเร็จ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
จากการศึกษาจากหนังสือ ตำรา หรือสื่อต่างๆ ของกระผม ในเรื่องของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ปรากฏว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จในโลก บุคคล ที่ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์หรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน กระผมมักเห็นคุณสมบัติบางอย่างที่บุคคลที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้นมีเหมือน กันหรือมีคล้ายคลึงกัน บางคนอาจจะมีมากกว่าคนอื่นหรือบางคนอาจมีคุณสมบัติบางอย่างที่เหนือกว่าคน อื่น คุณสมบัติเหล่านั้นก็คือ
1.มี เป้าหมายแน่นอนและชัดเจน บุคคลที่ประสบความสำเร็จไม่ว่า วงการกีฬา วงการการเมือง วงการดารา วงการการศึกษา และวงการต่างๆ บุคคลเหล่านั้นจะมีเป้าหมายแน่นอนและชัดเจน
2.มี ความเชื่อมั่นในตนเองว่าทำสิ่งนั้นได้ เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ความเชื่อมั่นในตนเองจึงมีความสำคัญมากในการที่จะนำพาบุคคลนั้นสู่เป้าหมาย หากขาดซึ่งความเชื่อมั่นเสียแล้ว บุคคลที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้นก็คงไปไม่ถึงเป้าหมายอย่างแน่นอน
3.ต้อง แสวงหาวิธีการสู่เป้าหมาย เมื่อมีเป้าหมาย มีความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว บุคคลผู้ต้องการประสบความสำเร็จย่อมแสวงหาวิธีการที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมาย ที่ชัดเจนแน่นอน ซึ่งวิธีการในการไปถึงเป้าหมายมีหลายวิธี ดังเช่น หากเราอยู่ต่างจังหวัด เราจะเดินทางไป กรุงเทพฯ เราสามารถเดินทางไปได้หลายวิธี เราอาจขึ้นรถโดยสารประจำทาง เราอาจเอารถยนต์ส่วนตัวไป เราอาจขึ้นเครื่องบินไป เราอาจนั่งรถไฟไป เราอาจปั่นรถจักรยาน หรือแม้กระทั่งเราอาจเดินทางด้วยเท้าเปล่าของเราไปกรุงเทพฯ วิธีการจึงมีความสำคัญ หากว่ามีวิธีการดี เราก็สามารถเดินทางถึง กรุงเทพฯ ได้เร็ว เช่นกัน หากเรามีวิธีการที่ดีที่สามารถนำให้เราไปสู่เป้าหมายได้ดี เราก็มักจะประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าคนอื่นๆ
4.ต้องลงมือทำทันที หลาย คนในโลกนี้ มีความคิดที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ แต่มักเป็นคนไม่มีผลงาน เนื่องมาจากการไม่ยอมลงมือทำนั่นเอง ดังนั้นเมื่อ มีความคิดดี ก็ขอให้รีบจดเอาไว้ในสมุด เมื่อมีเวลาก็ลงมือทำทันที ไม่ต้องรอให้ใครบอกหรือใครมาเตือน
5.ต้องอดทนต่อปัญหา แน่ นอนการทำงานทุกอย่าง ย่อมมีปัญหา ย่อมมีแรงเสียดทาน เป็นธรรมดา บุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับที่สูง ย่อมเจอปัญหาอุปสรรคมากกว่า บุคคลธรรมดา
ดัง นั้นต้องทำใจ ต้องอดทน ต้องรู้จักรอคอย ความสำเร็จ ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยใช้เวลาแค่วันสองวัน แต่ความสำเร็จบางครั้งต้องรอเป็นสิบปี ร้อยปี หรือกระทั่งเมื่อตายไปแล้ว ผู้คนจึงจะยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ดังศิลปินหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักวาดรูป นักแต่งเพลง ตอนมีชีวิตอยู่ผลงานต่างๆ มักไม่เป็นที่นิยม แต่เมื่อตายไปแล้วมีแต่คนอยากได้ มีแต่คนชื่นชม
6.อย่าเลิกล้มก่อนเวลาอันควรหรืออย่ายอมแพ้ มี คนหลายคนที่ล้มเหลวเนื่องมาจาก การหยุดหรือการเลิกกลางคัน ความสำเร็จย่อมต้องใช้เวลา ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มักจะมีความล้มเหลวมาทดสอบจิตใจของบุคคลที่ประสบความ สำเร็จเสมอ
ทั้ง 6 ข้อ ดังกล่าวข้างต้นเป็น วิธีการหรือปัจจัยที่นำพาบุคคลต่างๆ สู่ความสำเร็จ อาจจะมีวิธีการหรือปัจจัยอื่นๆ อีก แต่กระผมเชื่อแน่ว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จมักจะต้องมีวิธีการดังกล่าวข้าง ต้นอย่างแน่นอน
จงสนุกกับการทำงาน
จงสนุกกับการทำงาน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
บุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะเลือกงานที่ตัวเองทำแล้วสนุก อีกทั้งยังตรงกับเป้าหมายในชีวิต ความสามารถในตัวเอง
การ เลือกอาชีพในการทำงานจึงถือว่าสำคัญมากในการที่คนๆ นั้น จะประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นคนธรรมดา ดังนั้น การเลือกงานที่ชอบจึงสำคัญกว่าเลือกงานเพราะมีเงินเดือนมาก หรือได้เงินตอบแทนมาก โดยที่ตนเองอาจไม่ชอบงานนั้นๆ
การเลือกอาชีพเพราะเห็นว่ามีความมั่นคง ถึงเลือกก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ประสบความสำเร็จทำกัน
เช่น งานราชการ ผมไม่ได้กล่าวว่างานราชการไม่ดี งานราชการมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังเช่นงานอื่นๆ แต่งานราชการบางครั้งก็ทำให้ศักยภาพของคนที่ต้องการประสบความสำเร็จด้อยลง เพราะเคยมีคนกล่าวว่า ถ้าจะทำงานราชการให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องยึดหลัก 3 ข้อ คือ
1.เจ้านายไม่ผิด
2.ถ้าเจ้านายผิดก็ให้กลับไปดูข้อ 1. ใหม่
3.ห้ามทะเลาะกับเจ้านาย เพราะจะทำให้เกิดความหายนะ
แต่ถ้าอยากทำงานในหน่วยงานราชการ บางหน่วยงานราชการให้ประสบความสำเร็จ (กระผมบอกว่าบางหน่วยงานราชการนะครับ) คนๆนั้น จะต้องมีลักษณะดังนี้
สายโลหิต ศิษย์ข้างเคียง ส่งเสบียงหลังบ้าน กราบกรานสอพลอ ล่อไข่แดง คนนั้นจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
สายโลหิต หมายถึง เรามีสายเลือดเดียวกันกับ เจ้านายหรือผู้บริหารคนนั้น อาจเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง
ลุง ป้า น้า อา ญาติห่างๆ ฯลฯ
ศิษย์ข้างเคียง หมายถึง เราเป็นลูกศิษย์ของเจ้านายหรือผู้บริหาร คนนั้น ทำให้เจ้านายหรือผู้บริหารเกิดความเอ็นดู รักชอบเรา มีอะไรก็เรียกใช้ เมื่อถึงเวลาพิจารณาเงินเดือนหรือตำแหน่ง มักจะได้มากกว่าหรือเลื่อนขั้นเร็วกว่า เพื่อนร่วมงาน
สายสัมพันธ์คือโอกาสทางธุรกิจ
เล่นกับคน
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ผู้นำ ผู้บริหาร ต้องรู้จักสร้างสายสัมพันธ์เพื่อโอกาสทางธุรกิจ
ร้อยละ 50 ของความสำเร็จของผู้นำ ผู้บริหาร จะขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการโยงใย การสร้างสายสัมพันธ์ อย่างมีประสิทธิผล ( ฮิลเลียด ซัลลิแวน รองประธานกรรมการ มอนซานโต เคมิคัล)
ในยุคปัจจุบัน หมดยุคของคำว่า “ ข้าเก่งคนเดียวหรือข้ามาคนเดียวแล้ว ” แต่ โลกธุรกิจยุคปัจจุบันเป็นยุค การโยงใยหรือการสร้างสายสัมพันธ์ เพื่อโอกาสทางธุรกิจ เพราะเราไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้หมด ด้วยพละกำลังของเราเอง ดังคำกล่าวที่ว่า “ นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อนขึ้นสู่ที่สูงยาก” ( แต่บางคนไปจำผิดว่า นกไม่มีเพื่อน คนไม่มีขน ขึ้นสู่ที่สูงยาก อันนี้ต้องระวังครับ)
สำหรับ วิธีการโยงใย หรือการสร้างสายสัมพันธ์นั้น มีหลายวิธีด้วยกัน เช่น เริ่มต้นที่ตัวเราเอง , ทำอย่างไรให้คนรู้จักเรา , การใช้นามบัตรให้เกิดประโยชน์ , การใช้ข้อมูลข่าวสารและการใช้โทรศัพท์ ฯลฯ
การ สร้างสายสัมพันธ์ ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเอง เราลองสำรวจตัวเราเองว่าตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน เรารู้จักใครบ้าง อาจจะแบ่งเป็นส่วนๆ เช่น เพื่อนเก่า , เครือญาติ , เพื่อนร่วมธุรกิจในวงการเดียวกัน , ผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือ ฯลฯ หลังจากนั้นเราจึงต้องรดน้ำ บำรุง สายสัมพันธ์โดยการใช้ ความดี (การมีน้ำใจ และการให้) เพราะ บางครั้งในอนาคต ถ้าเราต้องการพึ่งพาเขา ถ้าเราติดต่อเขาเป็นประจำเขาก็จะช่วยเหลือเรา มากกว่าที่เราไม่เคยติดต่อเขาเลย แล้วขอความช่วยเหลือ
ทำอย่างไรให้คนรู้จักเรา การ ที่จะทำอย่างไรให้คนรู้จักเรามีความสำคัญพอๆกับการที่เรารู้จักเขา การที่จะทำอย่างไรให้คนรู้จักเรา คงต้องมีกลยุทธ์อยู่เหมือนกัน เช่น อาจจะต้องไปปรากฏตัวตามสถานที่ต่างๆ ถึงแม้จะไม่ใช่นักการเมือง แต่ก็ต้องทำเพื่อให้คนได้รู้จักเรามากขึ้น หรือ บางครั้งอาจจะต้องเป็นนักเขียน หรือ นักพูด นักจัดรายการวิทยุ บ้าง เพื่อคนจะได้เห็นผลงานของเราตามสื่อต่างๆ
การใช้นามบัตรให้เกิดประโยชน์ การใช้นามบัตรจะทำให้คุณมีโอกาสทางธุรกิจสูงขึ้น
ดังเช่นนักธุรกิจญี่ปุ่น ที่นับว่าเป็นประเทศที่ใช้นามบัตรเก่งที่สุด สำหรับ หลักการใช้นามบัตรและบริหารนามบัตร ก็คือ คุณต้องเตรียมนามบัตรให้เพียงพอ ออกแบบนามบัตรพิมพ์ให้สวย สำหรับด้านหลังนามบัตรถ้าว่าง เราอาจเขียนข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการจำของเรา เช่น ลักษณะเด่นของคนนั้นๆ งาน อดิเรก สำหรับการบริหารนามบัตร เราต้องหาที่เก็บนามบัตร โดยการจัดเก็บให้เป็นระบบ หรือเราอาจจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยเก็บข้อมูลถ้าหากมีนามบัตรจำนวน มาก
การใช้ข้อมูลข่าวสารและการใช้โทรศัพท์ การ ให้ข้อมูลแก่เครือข่าย หรือ สายสัมพันธ์ที่เราต้องการโยงใยสำคัญมาก ข้อมูลบางอย่างถึงกับต้องลงทุนซื้อเลยทีเดียว ยิ่งโลกยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ ดังนั้น เราต้องพยายามเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะได้ข้อมูลใหม่ๆ
สรุป สำหรับ ผู้นำ ผู้บริหาร ต้องรู้จักสร้างสายสัมพันธ์เพื่อโอกาสทางธุรกิจ เพราะโลกยุคนี้เป็นโลกแห่งการแข่งขัน เป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร เป็นโลกแห่งเครือข่าย ดังนั้น ใครมีเครือข่าย สายสัมพันธ์มากย่อมได้เปรียบในการแข่งขัน
คำพูดของนักบริหาร
วาจาสิทธิ์ของนักบริหาร
เล่นกับคน
โดย...
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
ม.นเรศวร พะเยา
www.drsuthichai.com
วาจาสิทธิ์ของนักบริหาร
" การเป็นนักบริหาร ไม่ใช่ ใครใคร ก็เป็นได้ " " และเมื่อได้เป็นแล้ว ไม่ใช่ จะเป็นได้ดีทุกคน "
คำพูดที่เกี่ยวกับการบริหารงาน มีคำพูดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ยิ่งสูงยิ่งหนาว เป็นคำพูดเปรียบเทียบภาพลักษณ์ของนักบริหารระดับสูง ไว้ได้อย่างดี ซึ่งแตกต่าง กับ ยิ่งสูงยิ่งแพง เป็นคำพูดที่เปรียบเทียบเกี่ยวกับการขาย ปลาหมึก ซึ่งอาจจะนำมาเปรียบเทียบเกี่ยวกับเงินเดือนผู้บริหารได้เช่นกัน
แต่การได้เงินเดือนแพงนั้น ไม่ใช่ทำให้ผู้บริหารมีความรับผิดชอบน้อยลง แต่ตรงกันข้าม การได้เงินเดือนแพง กลับทำให้ผู้บริหารมีความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งความรับผิดชอบมากขึ้นนั้น มีอยู่หลายด้านด้วยกัน เช่น รับผิดชอบต่อหน้าที่ รับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของลูกน้อง รับผิดชอบต่อองค์กร
และรับผิดชอบต่อคำพูด
วาจาสิทธิ์ของนักบริหารหรือการรับผิดชอบต่อคำพูดของนักบริหาร มีความสำคัญมาก เช่น
- ทุกคำ จงจำทุกคำที่พูดออกไป ที่สัญญาออกไป ที่สั่งออกไป เพราะถ้าผู้บริหารไม่จดจำ คำพูด คำสัญญา คำสั่งที่ถ่ายทอด ก็จะทำให้นักบริหารผู้นั้น ถูกลดความน่าเชื่อถือ จนกระทั่งหมดไปในที่สุด
- หนึ่งคำ ผู้บริหารที่ดี ควรใช้คำว่า " เรา " หรือ " พวกเรา " อยู่เสมอเวลาอยู่ในบริษัทหรือองค์กร
เพราะจะทำให้ลูกน้องรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ไม่แตกแยกกัน เช่น ในปีนี้พวกเรา ทำได้ดีมากหรือเราทำได้ดีมาก ในปีนี้บริษัทกำไรถึง 3 เท่า จากปีก่อน นี่เป็นผลงานของ พวกเรา ทุกคน
- สองคำ คือ คำว่า " ขอบคุณ " และ " ขอโทษ " เป็นคำที่ผู้บริหารควรใช้จนติดปาก เพราะเป็น
คำพูดประเภทไหว้วานใครสักคน เป็นคำพูดที่สร้างเสน่ห์ ให้กับลูกน้องและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดี
- คมคำ คือ เป็นผู้บริหารต้องรู้จักใช้คำ ใช้ภาษาได้ดี รู้ว่าคำไหนควรพูด คำไหนไม่ควรพูด เพราะทุกคำ
ที่ผู้เป็นผู้บริหารพูดนั้น มีความหมาย มีผลสะเทือนต่อความรู้สึกของลูกน้อง เช่น ลูกน้องชื่อ สมชาย
ใช้สิทธิลาพักร้อนเต็มที่ทีเดียว 15 วัน ครั้นได้กำหนดกลับมาทำงาน ผู้บริหารก็ด่าสาดเสียเทเสีย
" ไอ้สมชาย แกหายหัวไปไหนมาวะ ตั้งครึ่งเดือน เล่นลาพักร้อนกันเต็มที่อย่างนี้ มันหมายความอย่างไร "
ถ้าพวกเราเป็นสมชายเราจะคิดอย่างไร เล่นด่าเราสาดเสียเทเสียต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน ความรู้สึกต่อผู้บริหารท่านนั้นคง ไม่ดีแน่ แต่ใครเป็นสมชายคง กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สมชายอาจจะบอกว่า " ผู้จัดการ ครับ ผมพึ่งทำงานศพแม่เสร็จ นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้อาจจะต้องมาทำงานศพผู้จัดการ " เห็นไหมล่ะครับ เป็นผู้บริหาร ยังไม่ทันรู้อะไรเลยก็เล่นใส่คารมคมหอก ใส่ลูกน้องแล้วเจอแบบนี้ จะทำอย่างไรดีล่ะ ฉะนั้นถ้าผู้บริหารรู้จักใช้ " คมคำ " ก็จะได้หัวใจของลูกน้องไปครอบครองได้ คือ พอสมชายเข้ามาไปโอบไหล่เขา ถามเขาว่า " อ้าวสมชาย ลาพักร้อนไปทำธุระอะไรมา เห็นใช้สิทธิหมดเกลี้ยงเลย มีธุระฉุกเฉินหรือเปล่า " เมื่อสมชายแกอ้อมแอ้มบอกว่าคุณแม่เสีย เพราะอุบัติเหตุ ผู้บริหารต้องมีอารมณ์ตื่นเต้นหน่อย " นี่ เรื่องร้ายแรงอย่างนี้ ไม่บอกไม่กล่าวกันเลย จะได้เรี่ยไรกันทำบุญ จะได้ส่งหรีด งานศพแม่เป็นอย่างไร บ้าง เสร็จหรือยัง ถ้ายังไม่เสร็จบอกนะ เดี๋ยวจะทำเรื่องลาบวช ลาคลอดอะไรไป ส่วนงานที่ค้างอยู่ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวให้คนอื่นช่วยทำให้ " อย่างนี้รับรองว่า ได้หัวใจของสมชายไว้ครอบครองแน่ แล้วสมชายก็จะทำงานชนิดทุ่มเทยอมตายถวายหัวเลยทีเดียว
โบราณว่า เสียทรัพย์ อย่าเสียศีล เสียอื่นสิ้น อย่าเสีย วาจาได้ …..
เพราะอดทนจึงชนะ
ความอดทนทำให้ได้ชัยชนะ
เล่นกับคน
โดย...
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
ม.นเรศวร พะเยา
www.drsuthichai.com
ความอดทนทำให้ได้ชัยชนะ
" คนที่ประสบความสำเร็จ มักไม่ย่อมเลิกล้มอะไรง่ายๆ แต่คนที่ประสบความล้มเหลวมักไม่ทำอะไรจริงจัง "
นี่คือความแตกต่างระหว่างผู้ประสบความสำเร็จกับผู้ที่ประสบความล้มเหลว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าใครมีความอดทนมากกว่ากัน
คุณสมบัติข้อนี้ นักบริหาร นักธุรกิจ นักการเมือง หรือผู้ใดก็ตาม ถ้ามีไว้เป็นคุณสมบัติส่วนตัว เชื่อแน่ว่าสามารถเอาชนะได้ทุกสนาม เพราะทุกสนามที่มีการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นสนามการแข่งขันทางธุรกิจ สนามการแข่งขันทางการเมือง ชีวิตส่วนตัว ล้วนต้องการบุคคลที่มีความอดทนเป็นเลิศด้วยกันทั้งนั้น
นักมวยต่อสู้กันบนเวที ชกกันแลกหมัดกัน ถ้าถามว่า " เจ็บไหม " ทุกคนก็ต้องตอบว่า " เจ็บซิ "
ปัจจัยสำคัญสำหรับการบริหาร
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
ปัจจัยสำคัญสำหรับการบริหาร
การ บริหารนั้น จะต้องยุ่งกับการจัดการ 4 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องของคน เรื่องของเงิน เรื่องของวัสดุสิ่งของและเรื่องของเครื่องจักรอุปกรณ์
ในบรรดา 4 เรื่องนี้ ถ้าใครเป็นนักบริหารก็คงจะทราบอยู่แก่ใจว่า การบริหารที่ยากที่สุดก็คือการบริหารคนหรือบุคลากรนั่นเอง
เพราะคน มีจิตใจ มีความอารมณ์ มีความรู้สึก มีชีวิต จิตใจ ไม่เหมือนกับ เงิน วัสดุสิ่งของหรือเครื่องจักรอุปกรณ์
ถ้าเราหยิบเงินออกไปใช้จ่ายซื้อข้าวซื้อของ เงินมันไม่เคยตั้งคำถามหรือบ่น เราใช้เครื่องจักรอุปกรณ์และวัสดุสิ่งของ ก็เหมือนกันมันไม่เคยบ่น หรือไม่เคยว่าใช้มันทำไม
แต่ถ้าเราใช้คนหรือลูกน้องสักคนให้ไปทำอะไร บางทีอาจถูกถามกลับว่า ทำไมถึงใช้ผม ทำไมไม่ใช้คนอื่น
การ บริหารก็เช่นกัน บริหารคนหรือบุคลากรนั้นยาก ยิ่งถ้าใครที่จบจากต่างประเทศมา อาจร้อนวิชาที่ได้เรียนมาจาก ต่างประเทศ แล้วนำมาบริหารกับคนไทยอาจไม่ได้ผล เพราะ มันแตกต่างกัน เรื่องบางอย่าง อาจใช้กับคนไทยเราไม่ได้เหมือนกัน เล่นกับคนไทยก็ต้องใช้การบริหารแบบไทยๆ ให้เข้ากับนิสัยใจ วัฒนธรรมแบบคนไทยเรา
เช่น เราคงเคยได้ยินคำว่า “ อเมริกันแชร์ ” วัฒนธรรมแบบนี้ฝรั่งอาจจะคุ้นเคยและพอใจแต่ถ้านำมาใช้กับคนไทยดูอาจไม่ถูกใจคนไทยเรามากนัก เพราะคนไทยเราเคยชินกับคำว่า “ เจ้าภาพจงเจริญ ” มากกว่า จนแต่งเป็นเพลงและร้องกันอย่างสนุกสนาน
ผู้ บริหารหรือหัวหน้าฝรั่ง นั่งกินกาแฟกันสองคน เมื่อกินเสร็จลุกขึ้นต่างคนต่างจ่าย ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นผู้บริหารหรือหัวหน้าคนไทย กินกาแฟกันสองคน เมื่อกินเสร็จลุกขึ้นต่างคนต่างจ่าย รับรองได้ว่าหัวหน้าหรือผู้บริหารคนนั้น ถูกลูกน้องนำไปนินทาลับหลังว่า ขี้เหนียว ใจไม่กว้าง เพราะวัฒนธรรมนั่นเองที่แตกต่างกัน
ดัง นั้น การเล่าเรียนมาจากต่างประเทศ ที่เกี่ยวกับทฤษฏีการบริหารต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องนำมาปรับใช้กับสังคมไทยเรา รวมถึงการศึกษานิสัยใจคอของคนไทย จึงจะชนะใจลูกน้องซึ่งเป็นคนไทยได้
การ ตำหนิ อบรม ลูกน้องซึ่งเป็นคนไทย ผู้บริหารแบบไทยที่ดีนั้น ควรตำหนิลูกน้อง โดยเรียกคนที่จะถูกตำหนิมาพบแล้วจึงอบรม ตำหนิกันสองต่อสองในห้องทำงานของผู้จัดการหรือผู้บริหาร เพราะคนไทยเราไม่ชอบเสียหน้า ไม่ชอบถูกตำหนิ ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน
เวลา ตำหนิลูกน้องก็ไม่ควรใส่ท่าทางหรืออารมณ์ความไม่พอใจผสมเข้าไปด้วย จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าเจ้านายหรือผู้บริหาร เพิ่มดีกรีของความไม่พอใจขึ้นไปอีก
สำหรับ การชื่นชม ลูกน้องแบบไทยมัก อยากเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน เราก็ควรชื่นชมลูกน้องต่อหน้าที่ประชุมหรือสาธารณชน จึงจะชนะใจของลูกน้องซึ่งเป็นคนไทยได้
ท้าย นี้ขอฝากมงคลชีวิตของพระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบทประพันธ์ที่ให้แง่คิดได้มากเลยทีเดียว สำหรับผู้บริหาร
ถ้าท่านอยากมีอำนาจ ก็อย่าขาดความยุติธรรม
ถ้าท่านเห็นแก่ได้ ก็อย่าหวังน้ำใจจากผู้อื่น
หัวใจของงานบริหาร
เสมอต้นเสมอปลาย คือหัวใจของงานบริหาร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมพ่ายแพ้ความสม่ำเสมอ
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า 3 สิ่งนี้ ต้องการความเสมอต้นเสมอปลาย
“การกิน การเรียน และ ความรัก”
การกิน คนเราต้องกินตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะไม่มีใครกินแค่มื้อเดียวแล้วอยู่ได้ตลอดชีวิตหรือตลอดปี ดังนั้นช่วงชีวิตของคนเรา ย่อมเสียเวลาไปกับการกิน คนเรากินมื้อ เช้า กลางวัน
เย็น และถ้าใครเข้ารับการอบรม สัมมนา เสวนาต่างๆ ก็อาจมี อาหารว่าง ช่วงเช้า ช่วงบ่าย อีกต่างหาก
การเรียน คน เราต้องหมั่นเรียน เขียน อ่าน ท่องตำรา หนังสืออยู่เป็นประจำ มิเช่นนั้น ความรู้จะไม่เพิ่มพูนขึ้นมาได้ ไม่ใช่ อ่านกันปีละครั้ง ย่อมมีความรู้ที่ล้าสมัย แต่คนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้อง อ่านมาก ศึกษามาก เรียนในวิชาการต่างๆในสาขาอาชีพของตน จึงประสบความสำเร็จ
ความรัก ต้อง อาศัยความสม่ำเสมอ ทั้งช่วง ก่อนรัก กำลังรัก หลังแต่งงาน หรือ เมื่อมีครอบครัว มีลูก ก็ต้องสม่ำเสมอในความรักที่มีต่อครอบครัว ต่อลูก
และอีกอย่างหนึ่งต้องอาศัยความสม่ำเสมอ คือ งานด้านบริหาร ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ ทั้งก่อนการได้รับมอบหมายให้บริหาร ขณะบริหาร เพื่อให้ลูกน้องและลูกค้าเกิดความมั่นใจ ฉะนั้น ผู้บริหาร จำเป็นจะต้องใส่ใจลูกน้องและ ก็ต้องขยันออกไปเจอลูกค้าบ้าง เพื่อไม่ให้งานเกิดความเสียหายขึ้น และเพื่อถามปัญหาเกี่ยวกับสินค้าและบริการ หรือ เพื่อขายสินค้าเพิ่มได้อีก ขยันสำรวจตลาดบ้าง ดูว่ามีคู่แข่งเกิดขึ้นมาใหม่ไหม สินค้าของเราสู้คู่แข่งได้ไหม ทั้ง ราคา บริการ ตัวสินค้า สถานที่ การส่งเสริมการตลาด ขยันไปหาลูกน้องและทีมบ้าง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ทีมงาน จะได้รู้ปัญหาการทำงานของลูกทีมหรือทีมงานของเรา ปีใหม่หรือวันสำคัญ ก็ต้องมีของไปฝากไปเยี่ยมเยือนเขาบ้าง ไม่ใช่ขายประกันชีวิตให้เขาแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เอาหน้าไปให้เขาดูอีกเลย ก็ใช้ไม่ได้
นักบริหารที่ดี จำเป็นจะต้องประพฤติตนให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ทุจริต มาทำงานตรงเวลา ไม่เอาเปรียบองค์กร ฯลฯ ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้ลูกน้องเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
นัก บริหารที่ดี จำเป็นจะต้องหาความรู้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีออกใหม่ต้องตามให้ทัน เพราะถ้าลูกน้อง รู้ไวกว่ารู้มากกว่า เราก็อาจมีความคิดไม่ทันสมัย ไม่ก้าวหน้า ไม่ทันเหตุการณ์
นัก บริหารที่ดี จำเป็นจะต้องควบคุมอารมณ์ของตนเอง ให้ได้ เมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงบางอย่าง ต้องไม่หลุด เพราะถ้าอารมณ์หลุด ก็จะทำให้ตนเองและองค์กร เกิดความเสียหายขึ้นมาได้
คนที่เดินก้าวยาว...ถึงก่อน คนที่เดินเร็ว...ถึงก่อน แต่คนที่เดินไม่หยุด...ถึงก่อนคนอื่นๆ ดังนั้น ผู้บริหารที่ดี จะต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย ในการเอาใจใส่ลูกน้องและลูกค้า
ฉะนั้น งานด้านบริหาร จำเป็นจะต้องมีกิจกรรมที่นักบริหาร ทุกคนพึงยึดถือปฏิบัติไม่ใช่ดีต้น ปลายเสีย
ดังนั้น 3 สิ่งเบื้องต้น ต้องการความสม่ำเสมอฉันใด การบริหารก็ต้องมีหัวใจที่สม่ำเสมอฉันนั้น
กินทุกวัน เรียนสม่ำเสมอ
รักอย่างยืดยาว บริหารด้วยความใส่ใจ
ผู้บริหารกับงานประชาสัมพันธ์
ผู้บริหารจะต้องรู้จักงานประชาสัมพันธ์
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ในยุคปัจจุบัน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การประชาสัมพันธ์มีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล องค์กร สถานที่ บริษัท และหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีความจำเป็นที่จะต้องประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ตนเอง
องค์กรใด บริษัทใด หรือหน่วยงานใด ในยุคปัจจุบันจะต้องมีงานที่เรียกว่า “ งานประชาสัมพันธ์ ” และ ที่สำคัญถ้าหน่วยงานไหน มีนักประชาสัมพันธ์ที่เก่งด้วยแล้ว ยิ่งทำให้หน่วยงานนั้น ได้เปรียบหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งภาวะปัจจุบันโลกเราอยู่ในยุคของการแข่งขัน ไม่ว่าจะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งต้องแข่งขันกับคู่แข่งขันภายในประเทศด้วย
ฉะนั้น การที่จะทำให้หน่วยงานประชาสัมพันธ์แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารของหน่วยงานนั้นๆ จำเป็นจะต้องรู้จักงานประชาสัมพันธ์
งานประชาสัมพันธ์และนักประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่ให้ลูกน้องแต่งตัวสวยๆ แล้วไปนั่งยิ้ม ยืนยิ้ม เพื่อตอบคำถามต่างๆ ที่ Information
งานประชาสัมพันธ์และนักประชาสัมพันธ์ ไม่จำเป็นจะต้องใช้ลูกน้อง หน้าตาดี รูปร่างดี
งาน ประชาสัมพันธ์และนักประชาสัมพันธ์ ไม่จำเป็นจะต้องเรียนจบด้านประชาสัมพันธ์เพราะคนที่จบสาขาประชาสัมพันธ์ อาจทำงานประชาสัมพันธ์ไม่เก่ง สู้คนที่เรียนด้านอื่นมาไม่ได้ก็มี ขอให้คนนั้นๆ รักที่จะเรียนรู้ และ รักในงานด้านประชาสัมพันธ์
แต่งานด้านประชาสัมพันธ์และนักประชาสัมพันธ์ เป็นอะไรที่มากกว่านั้น และต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ที่สำคัญดังนี้
1.ต้อง เป็นนักประสานงานที่เก่ง ไม่ชวนทะเลาะ มีมนุษย์สัมพันธ์ เข้ากับคนอื่นๆได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ผู้บริหาร โดยเฉพาะ นักข่าว เพราะ ถ้าเข้ากับนักข่าวไม่ได้ก็ไม่สามารถใช้พื้นที่สื่อได้ คือไม่ปรากฏข่าวของหน่วยงานเราตามสื่อต่างๆ (หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต ฯลฯ) เนื่องจากนักข่าวไม่ลงข่าวของหน่วยงานเรากับสื่อที่ตนสังกัด
2.ต้องเป็นนักสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ว่ากับตนเองหรือกับองค์กร ถ้า นักประชาสัมพันธ์มีภาพลักษณ์ดี คนมักจะเชื่อถือ แต่ถ้านักประชาสัมพันธ์ มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี เช่น เล่นการพนัน ติดยาเสพติด มั่วอบายมุข ฯลฯ ก็มักจะทำให้คนที่พบเห็นเกิดความไม่น่าเชื่อถือ
3.นัก ประชาสัมพันธ์ ต้องมีลักษณะที่ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะต้องเป็นนักติดตามข้อมูลข่าวสาร นักประชาสัมพันธ์จำเป็นจะต้องไปติดต่อกับหน่วยงานอื่นๆ อยู่เสมอเพราะฉะนั้น งานประชาสัมพันธ์ไม่ใช่งานที่มีลักษณะที่จะต้องนั่งอยู่กับที่
4.นัก ประชาสัมพันธ์ จะต้องเป็นคนที่ชอบการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการพูด งานด้านการเขียน เพราะนักประชาสัมพันธ์จำเป็นจะต้องติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น บางครั้งก็ต้องเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ส่งสื่อต่างๆ
และคุณสมบัติอื่นๆ อีก เช่น เป็นนักอ่าน นักเขียน นักพูด นักฟัง ที่ดี ฯลฯ
ฉะนั้น ผู้บริหารที่เก่งในยุคข้อมูลข่าวสาร จำเป็นจะต้องเรียนรู้ หรือรู้จักงานด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อที่จะได้วางแผน ได้สั่งงานลูกน้อง ได้สอนงานลูกน้องได้ ฯลฯ
ถ้าเปรียบเทียบระหว่างองค์กรที่ช่วยเหลือสังคม แต่ไม่รู้จักประชาสัมพันธ์ กับองค์กรที่ช่วยเหลือสังคม แต่รู้จักประชาสัมพันธ์ แน่นอนว่า องค์กรที่รู้จักประชาสัมพันธ์ ย่อมได้เปรียบหลายประการ ไม่ว่าประชาชนหรือลูกค้า เกิดภาพลักษณ์ที่ดี ประชาชนหรือลูกค้า รู้จัก บริษัทนั้น หรือ หน่วยงานนั้นมากขึ้น
ดังนั้น พอที่จะสรุปได้ว่า ผู้บริหารองค์กรจำเป็นจะต้องเป็นนักประชาสัมพันธ์หรืออย่างน้อยต้องรู้เรื่องงานด้านประชาสัมพันธ์พอสมควร
วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554
เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด สู่การเป็นเลิศของผู้บริหาร
เล่นกับคน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด สู่การเป็นเลิศของผู้บริหาร
ถ้าพูดถึงผู้บริหารเรามักจะแบ่งระดับของผู้บริหารออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ
ผู้บริหารระดับต้น มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานของคนงานให้เป็นไปตามกฎระเบียบ ส่วนใหญ่มักเป็น หัวหน้าแผนก หัวหน้างาน
ผู้ บริหารระดับกลาง มีหน้าที่รับนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงไปปฏิบัติ ดูแลระเบียบงานให้สอดคล้องกับนโยบายองค์กร ส่วนใหญ่มักเป็น ผู้จัดการโรงงาน ผู้จัดการฝ่าย
และผู้บริหารระดับสูง มีหน้าที่บริหารงานทั้งองค์กร ได้แก่การกำหนดนโยบาย วางแผนระยะยาว ส่วนใหญ่มักเป็น ประธานกรรมการ ผู้จัดการใหญ่
สำหรับ แต่ละระดับใช้ทักษะหรือความสามารถในการบริหารที่แตกต่างกัน ซึ่งทักษะของผู้บริหาร ตามหลักของทฤษฏีที่เรียนมามักจะมีครู อาจารย์ พูดถึง 3 ทักษะที่สำคัญ คือ
1.ทักษะด้านเทคนิค หรือ เก่งงาน (Technical Skill) คือ ความสามารถของผู้บริหารในการทำงานให้เกิดความเชี่ยวชาญหรือต้องใช้ฝีมือใน การทำงาน เมื่อมีปัญหาสามารถแก้ปัญหาหรือสอนงานให้ลูกน้องได้
เพราะ ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับต้นได้ ต้องผ่านการเรียนรู้ ทั้งในห้องเรียน ทดสอบ ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริง มาเป็นเวลานานพอสมควร จึงได้รับแต่งตั้งในเป็นผู้บริหารระดับต้น ฉะนั้นการมีทักษะด้านเทคนิคหรือเก่งงาน จึงเป็นทักษะของผู้บริหารระดับต้นที่ต้องทำงานหรือต้องเก่งงาน ให้มากกว่าผู้บริหารระดับกลางหรือระดับสูง ซึ่งต้องอาศัยทักษะด้านบุคคลหรือด้านความคิด
2.ทักษะด้านบุคคล หรือ เก่งคน ( Human Skill)คือ ความสามารถของผู้บริหารในการใช้คน จูงใจคน โน้มน้าวคนให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้งานที่ทำเกิดการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อผู้บริหารระดับต้นทำงานและได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ระดับกลาง ดังนั้นจึงมีลูกน้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว การ ที่ผู้บริหารระดับกลางจะทำงานให้ได้จำนวนมากจึงต้องอาศัย ผู้อื่นหรือลูกน้องทำงานให้ โดยสรุป สำหรับทักษะด้านบุคคลหรือ เก่งคน ผู้บริหารระดับกลางต้องมีข้อนี้ให้มาก
3.ทักษะด้านความคิด หรือ เก่งคิด (Conceptual Skill)คือ ความสามารถในการมองปัญหา หรือ ความสามารถในการแก้ไขปัญหา เป็นความสามารถของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ซึ่งต้องสามารถตัดสินหรือมองภาพองค์กรโดยรวม มีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด อาจทำให้องค์กรถึงขั้นล้มละลายเลยก็ได้
สรุป ผู้บริหารองค์กรใหญ่ๆ มักจะมีระดับบริหาร 3 ระดับด้วยกัน คือ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ผู้บริหารระดับต้น ต้องรู้จักประสานงานให้คนงานทำงานเพื่อเป้าหมาย ทักษะที่ใช้ส่วนใหญ่คือ ต้องเก่งงาน ผู้บริหารระดับกลาง ต้องมีศิลป์ในการทำงานร่วมกับคน ใช้คนเป็น ทักษะที่ใช้ส่วนใหญ่คือ ต้องเก่งคน และ สำหรับผู้บริหารระดับสูง ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถแก้ปัญหาให้องค์กรอยู่รอด กำไร ก้าวหน้าได้ ทักษะที่ใช้ส่วนใหญ่คือ ต้องเก่งคิด
วันนี้ขอจบด้วยบทกลอนของต่างประเทศ เป็นบทกลอน เจ้านายกับผู้นำ แปลโดย ยอดวิทย์ เครือวรรณ ใน THE MAGAZINE OF HUMAN RESOURCE DEVELPOMENT
เจ้านายจ้อง คอยจับ บังคับให้ ลูกน้องทำ งานไป ตามคำสั่ง
ผู้นำสอน ชี้แนะเพิ่ม เสริมพลัง แนะแนวทาง ลูกน้องตาม ความร่วมมือ
เจ้านายชอบ ใช้อำนาจ หน้าที่ย้ำ ส่วนผู้นำ ใช้ศรัทธา น่าเชื่อถือ
เจ้านายสร้าง ความกลัวล้น จนเลื่องลือ ผู้นำสร้าง ความกระตือ รือร้นดี
เจ้านายติ ตำหนิย้ำ เมื่อทำพลาด ผู้นำพร้อม สามารถ ช่วยแก้ไข
เจ้านายรู้ งานนั้น ทำอย่างไร ผู้นำให้ คนอื่นเห็น ทำเป็นจริง
เจ้านายทำ งานเล็กให้ ใหญ่โตนัก ผู้นำจัก ทำให้หมาย ท้าทายยิ่ง
เจ้านายเน้น ตรงไป ให้เสร็จจริง ผู้นำอิง การชวนให้ เราไปกัน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)