วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การจัดการเวลา

การจัดการเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนเรามีเวลาเท่ากันคือ 1 วัน มี  24 ชั่วโมง แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักที่จะสร้างผลงานได้มากกว่าคนธรรมดา บุคคลที่ประสบความสำเร็จเขามีเวลามากกว่าพวกเราหรือ คำตอบคือ เปล่าเลย คนเรามีเวลาเท่ากันแต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการ จัดการเวลา
                หากไม่สามารถจัดการเวลาได้ ท่านก็ไม่สามารถจัดการชีวิตของตนเองได้ การจัดการเวลาจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดแจงตัวเอง เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นยาก ผู้ที่จะจัดการเวลาให้ได้ดีจำเป็นจะต้องมี วินัยสูง หากว่าไม่มีการจัดการเวลา ชีวิตของเราจะสร้างผลงานได้น้อยมาก
                สำหรับคนที่จะจัดการเวลาให้ได้ดี มักเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิต เช่น เขาอยากเป็นนักเขียนระดับประเทศ , เขาอยากเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ ฯลฯ หากว่าคนเรามีเป้าหมายชีวิต เขาก็จะเกิดการพัฒนาตนเอง เขาก็จะเกิดการเรียนรู้ เขาจะรู้จักคุณค่าของเวลาและเขาจะเป็นคนที่รู้จักจัดการเวลาของตนเอง ดังนั้น เป้าหมาย แรงจูงใจมีความสำคัญมากต่อการจัดการเวลาของคนเราแต่ละคน
                คนที่จัดการเวลาได้ดีคือคนที่รู้จักการเรียงลำดับก่อนหลังของงานที่ตนเองทำ  งานแต่ละงานมีความสำคัญมากน้อยที่แตกต่างกัน คนที่จัดการเวลาเป็น มักจะให้ความสำคัญกับงานที่สำคัญมากที่สุดก่อนแล้วจะทำงานที่สำคัญลดน้อยลงไปตามลำดับ
                คนที่จัดการเวลาเป็น มักมีเครื่องมือช่วย เช่น ปฏิทิน , ไดอารี่ , สมุดโน้ต  เป็นต้น อีกทั้งต้องทำรายการในเรื่องที่จะต้องทำในอนาคต วันพรุ่งนี้ สัปดาห์นี้ ไว้ในเครื่องมือต่างๆ เพื่อที่จะลงมือทำตามแผนการที่วางไว้  อีกทั้งควรใช้กฎของพาร์กินสัน คือกำหนดเส้นตายของงานที่ต้องการทำให้เสร็จ
                ทำไมจึงต้องมีการจัดการเวลา เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เวลาเมื่อผ่านไปแล้วย้อนคืนมาอีกไม่ได้ ,เวลามีจำกัดไม่สามารถหาซื้อเพิ่มได้ ,  เวลามีคุณภาพที่แตกต่างกัน เช่น เวลากลางคืน เวลากลางวัน , เวลามีค่าเสียโอกาส หากเราเอาช่วงเวลาหนึ่งไปทำงานอย่างหนึ่งเราก็จะเสียโอกาสในการทำเรื่องอื่นๆไปด้วย  เป็นต้น
                คนที่รู้จักจัดการเรื่องของเวลาต้องรู้จัก  การปฏิเสธ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะต้องเสียเวลาไปกับเรื่องของคนอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เช่น พูดคุยกัน นินทากันในเรื่องของคนอื่นๆ  ช่วยผู้อื่นหรือเป็นธุระให้กับคนอื่น ซึ่งหากว่าเราวิเคราะห์ดูแล้ว  ว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ ทำให้เราเสียเวลา อีกทั้งมีผลกระทบกับเป้าหมายที่เราวางไว้ เราก็ควรที่จะปฏิเสธ แล้วกลับไปทำงานใช้เวลาให้ตรงกับเป้าหมายในชีวิตของเรา
                ผลดีของการจัดการเวลา คือ จะทำให้เราทำงานได้เสร็จตรงตามกำหนดที่ได้รับมอบหมาย , ทำให้ทำงานหลายๆสิ่งในเวลาเดียวกันได้ เช่น ตอนอาบน้ำ เราสามารถนำเทป VCD วิชาการ ความรู้ต่างๆ ไปฟังด้วย , ทำให้ทำงานเป็นระบบมากขึ้น เมื่อเรารู้จักคุณค่าของเวลา เรามักจะจัดระบบต่างๆ เพื่อให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เช่น จัดระบบห้องสมุดขึ้นภายในบ้านหากว่าเราเป็นนักเขียน ก็จะช่วยให้เราหาหนังสือเพื่อใช้เป็นข้อมูลได้ง่ายขึ้น เสียเวลาน้อยลง เป็นต้น
                ผลเสียของการไม่จัดการเวลา คือ ทำงานได้น้อย สร้างผลงานได้น้อยกว่าคนที่รู้จักจัดการเวลา , ทำงานเสร็จไม่ทันตามกำหนดเวลาที่จะต้องส่ง , ทำงานขาดประสิทธิภาพ งานขาดความเรียบร้อย  ต้องมีความเครียดตลอดเวลา เพราะต้องทำงานเร่งด่วนอยู่บ่อยๆ  ทำให้เกิดความเครียดในการทำงาน
สุดท้ายขอฝากแง่คิดว่า “ ช่องว่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและคนธรรมดา คือ การใช้ประโยชน์จากเศษเหลือของเวลา
               

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Change Management

Change Management
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
มนุษย์หรือองค์กรต่างๆ มักกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่มนุษย์และองค์กรต่างๆ จะเจริญก้าวหน้าก็ด้วยเพราะการเปลี่ยนแปลง
                Change Management หรือ การบริหารการเปลี่ยนแปลง มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำงานยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการทำงานในภาครัฐ หรือ ภาคเอกชน เพราะโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
                Kodak  เป็นตัวอย่างที่ดีในการวัดความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้บริหารระดับสูงอาจทำให้บริษัท องค์กร พ่ายแพ้คู่แข่งขัน หรือ บางครั้งอาจถึงกับต้องออกจากสนามการแข่งขันไปเลยก็มี
                Kodak ในอดีตคือผู้นำอันดับหนึ่งในวงการการถ่ายภาพ จนกระทั่งถูกท้าทายการเป็นผู้นำจากฟูจิ และได้ศูนย์เสียความเป็นผู้นำ อีกทั้งถูกแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างมหาศาล  ต่อมา กล้องมีการเปลี่ยนเป็นระบบถ่ายภาพแบบ Digital มากขึ้น  แล้ว Kodak จะทำอย่างไรครับ ท่านผู้อ่าน
                Kodak มีการบริหารการเปลี่ยนแปลงช้ามาก จนทำให้หุ้น Kodak ตกไปยังมาก อีกทั้งยังต้องขาดทุน Kodak แก้ปัญหาอย่างไร Kodak แก้ปัญหาโดยการปลดพนักงานออกเกือบ 20,000 คน
                ต่อมาการเจริญเติบโตของกล้องระบบ Digital มีการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ฟิลม์ธรรมดาของ Kodak มียอดขายลดลง Kodak แก้ปัญหาอย่างไรครับ Kodak แก้ปัญหาด้วยการลดราคาฟิลม์ลงอีก 60-70 % ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ยอดขายฟิลม์ธรรมดาตกเป็นอันมาก CEO ของ Kodak รับผิดชอบด้วยการลาออก (George Fisher)
                จะเห็นได้ว่า Kodak มีการปรับตัวช้ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันในตลาดขณะนั้น ผู้บริหารมีการตัดสินใจที่ช้าและผิดพลาดต่อการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะเล็งเห็นว่ากล้อง Digital มีแนวโน้มและเจริญเติบโตเร็ว กลับไม่ยอมพัฒนา  กลับไปให้ความสำคัญกับสินค้าเดิมๆ คือ ฟิลม์ธรรมดา จนในที่สุด Kodak ต่อพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งขันในที่สุด
                Apple นำโดย Steve Jobs เป็น CEO เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารการเปลี่ยนแปลง Steve Jobs ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์โดยการออกนวัตกรรมใหม่ๆ เสมอ หรือที่เราได้รู้จักและสัมผัสคือ สินค้าตระกูล I (iPod ,iPhone ,iPad )
สำหรับ Steve Jobs เคยให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวครั้งหนึ่งว่า เขาไม่ให้ความสำคัญต่อการวิจัยตลาด เพราะลูกค้าไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร อีกทั้งเขายังยกตัวอย่างเรื่องราวของ Henry Ford ผู้สร้างรถยนต์คันแรกของโลก ว่าหาก Henry Ford ไปทำวิจัยตลาดว่าลูกค้าชอบพาหนะอย่างไร ลูกค้าก็คงตอบว่า ชอบพาหนะที่แข็งแรง ทนทาน และนำพาไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว Henry Ford ก็คงต้องสร้าง รถม้าที่แข็งแรง ทนทาน เพื่อให้ม้าได้วิ่งได้เร็วขึ้นเพราะสมัยนั้นมีแต่การใช้ม้า ช้าง วัว ควาย เพื่อใช้บรรทุกของและนำพามนุษย์เราไปยังสถานทีต่างๆ แต่ Henry Ford ไม่ได้ทำการวิจัยตลาด จึงได้สร้างรถยนต์คันแรกของโลกขึ้น
                Steve Jobs จึงเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความกล้าที่จะเสี่ยง และจัดทีมงานให้บริษัท Apple สร้างสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่จะรอคอยการเปลี่ยนแปลง แต่ Steve Jobs นำพาบริษัท Apple เปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นเสียอีก
                ดังเราจะเห็นได้ว่า Sony Walkman เป็นผู้นำตลาด แต่ตอนนี้ Sony Walkman  เงียบหายไปไหน แต่ iPod กลับเป็นผู้นำตลาด
ดังนั้น การบริหารการเปลี่ยนแปลง หรือ Change Management จึงมีความสำคัญมากต่อองค์กร หน่วยงาน บริษัท รวมทั้งตัวของบุคคล
จงเปลี่ยนแปลง องค์กร หน่วยงาน บริษัท และตัวท่าน ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะมาถึง

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บทความ ใจโต ใจใหญ่

ใจโต ใจใหญ่
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนที่ต้องการประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จำเป็นจะต้องมีใจที่ยิ่งใหญ่ ใจใหญ่ในที่นี้หมายถึง เป็นคนกล้า เป็นคนใจถึง มีความคิดที่ดี แต่หากต้องการประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แบบสุดๆ คนๆนั้นจำเป็นจะต้องมีใจที่กล้าแบบชนิดที่บ้าหรือคิดแตกต่างจากคนโดยทั่วไป กล้าแหกคอกประเพณี อีกทั้งต้องกล้าที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆในวงการของตน
                Steve Jobs หรือ สตีฟ จอบส์ เป็นตัวอย่างที่ดี เขาก่อตั้งบริษัท Apple กับเพื่อนโดยใช้โรงรถเล็กๆ ที่บ้านของเขา ต่อมาบริษัท Apple ได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั้งปี 1985 Steve Jobs ถูกไล่ออกจากบริษัท Apple ซึ่งตนเป็นผู้ก่อตั้ง เขาได้รับเงินชดเชยเป็นจำนวน 150 ล้านเหรียญ เขาปวดใจ เขาเสียใจมากต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น และถ้าเป็นคนอื่นๆโดยทั่วไปก็คงไม่คิดอะไรมาก คงนำเงิน 150 ล้านเหรียญ ไปใช้จ่ายอย่างสบาย
                แต่ Steve Jobs กับมีความคิดที่ตรงกันข้าม เขาเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง โดยก่อตั้งบริษัท NeXT พร้อมทั้งดึงทีมงานที่ทำงานรู้ใจในบริษัท Apple ออกมาทำงานด้วยอีก 6 คน เพื่อจะผลิตคอมพิวเตอร์ที่มีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ที่ทันสมัยกว่า เพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆแก่ตลาดให้ได้ดีกว่าบริษัท Apple ผลคือ ผลประกอบการของ NeXT แทบไปไม่รอด
                 ด้วยความใจโต ใจใหญ่ และไม่ยอมแพ้ของเขา เขาใช้เงินลงทุนอีกเพื่อซื้อบริษัทที่ทำธุรกิจด้าน Computer animation ซึ่งบริษัทนี้ เคยทำภาพยนตร์เรื่อง Star War โดยเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น Pixar  แล้วผลิตภาพยนตร์ดังระดับโลก เช่น Finding Nemo , Toy story  เป็นต้น
                ส่วน NeXT เขาให้ผลิต Software แทนที่การผลิตคอมพิวเตอร์ ผลคือ NeXT เป็นบริษัทชั้นนำของอเมริกา จนบริษัท Apple ต้องซื้อหุ้นจาก NeXT  แล้วเชิญ Steve Jobs กลับเข้าไปเป็น CEO ของ Apple อีกครั้งหนึ่งในปี 1996
Donald John Trump หรือ โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เป็นนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลของอเมริกาคนหนึ่ง เขาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ จนต้นปี 1990 เขาประสบปัญหาทางด้านการเงินจนถึงขั้นเกือบล้มละลาย แต่ด้วยความใจโต ใจใหญ่และความไม่ยอมแพ้ของเขา เขากลับขึ้นมายิ่งใหญ่กว่าเดิม แล้วขยายธุรกิจไปยังธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น กีฬา, เกมส์,คาสิโน , อุตสหกรรมการบิน , ศูนย์การค้า , ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์จากรายการทีวีซีรีส์ดิแอพเพรนติสแล้วเขาเข้าไปถือหุ้นกับเอ็นบีซี , เจ้าของกิจการการประกวดนางงามจักรวาล ฯลฯ
                พระธรรมโกศาจารย์ หรือ ท่านพุทธทาส บวชเมื่ออายุ 20 ปี หลังบวชได้ 10 วัน ท่านได้มีโอกาสเทศน์ ท่านปฏิวัติการเทศน์ใหม่โดยแทนที่จะอ่านจากคัมภีร์ใบลานอย่างเดียว ท่านได้นำเนื้อหามาขยายความ ทำให้เข้าใจง่ายและสนุก จากนั้นท่านเดินทางไปศึกษาพระธรรมต่อที่กรุงเทพมหานคร ได้เปรียญธรรม 3 ประโยค แต่ท่านพุทธทาสเห็นว่าสังคมพุทธในขณะนั้นบิดเบือนไปมาก ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนา ด้วยความใจใหญ่ กล้าคิดที่ไม่เหมือนพระโดยทั่วไปในขณะนั้น ท่านจึงกลับไปปฏิบัติธรรมที่อำเภอไชยา โดยมีวิธีการปฏิบัติธรรมตามที่ท่านเชื่อมั่นในแนวทางของท่านเอง  จนได้ก่อตั้ง สวนโมกขพลาราม ในปี 2475
                สำหรับผลงานของท่านมีมากมาย เช่น จัดตั้งสถานปฏิบัติธรรม , สวนโมกข์นานาชาติ , ผลงานหนังสือจำนวนมากผลงานหนังสือที่เด่นคือ คู่มือมนุษย์ , ตามรอยพระอรหันต์  ฯลฯ , ปาฐกถาธรรม ต่างๆ  เป็นต้น
   ดังนั้น หากท่านต้องการประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่  ไม่ว่าในวงการใด ทางใด ความมีใจโต ใจใหญ่และไม่ยอมแพ้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะบางคนตัวโต มีปัญญามาก แต่มีใจเท่าหัวไม้ขีดไฟ ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้