วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปิดสวิตช์นอน

ปิดสวิตช์นอน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                เป็นที่รู้กันดีว่าการพักผ่อนที่ดีที่สุด คือ การนอนหลับ มีคนถามว่าแล้วเราควรนอนหลับคนละประมาณกี่ชั่วโมงต่อวันถึงจะเป็นการดี ทั้งนี้คงตอบไม่ได้สำหรับแต่ละบุคคล เนื่องจากการดำเนินชีวิตของแต่ละคนไม่มีความเหมือนกัน เช่น ช่วงอายุวัย ลักษณะของงานที่ทำ ความแตกต่างกันของร่างกายรวมทั้งเรื่องของสุขภาพอนามัยความเจ็บป่วยของร่างกายของแต่ละบุคคล ความแตกต่างกันในเรื่องของสุขภาพจิต อารมณ์ จิตใจ ฯลฯ
-                    ช่วงอายุวัย จากงานวิจัยและการศึกษากล่าวว่าเด็กเล็กจนกระทั่งถึงวัยรุ่นควรนอนหลับวันละ 8-10 ชั่วโมง วัยผู้ใหญ่ ควรนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง วัยสูงอายุควรนอนหลับวันละ 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าหากว่าเรานอนน้อยเกินไปในตอนกลางคืน เราก็สามารถนอนกลางวันชดเชยได้ แต่สำหรับคนที่ทำงานก็อาจฝึกงีบหลับเป็นระยะๆ สักครั้งละ 15 นาที โดยการนั่งงีบ ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนและเกิดพลังกาย พลังสมองขึ้นมาได้
-                    ลักษณะของงานที่ทำ บางคนทำงานกลางคืน บางคนทำงานเข้าออกงานหรือเข้าเวรไม่เป็นเวลาที่แน่นอน บางคนทำงานใช้แรงกายทั้งวัน ก็คงต้องมีการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการนอนและระยะเวลาในการนอนก็คงต้องมีความแตกต่างกันไป เนื่องจากร่างกายมีความต้องการที่จะพักผ่อนที่แตกต่างกัน
-                    สุขภาพอนามัย อาการเจ็บป่วยของแต่ละบุคคล ความเจ็บป่วยทางร่างกายส่งผลให้ร่างกายของคนเราต้องการพักผ่อน การปิดสวิตช์นอนจึงควรมีมากกว่าสภาพร่างกายที่มีความปกติ
-                    สุขภาพจิต อารมณ์  จิตใจ ส่งผลต่อการพักผ่อนของร่างกาย คนที่มีสุขภาพจิตไม่เป็นปกติ  ควรพักผ่อนนอนหลับมากกว่าคนที่มีสุขภาพจิตเป็นปกติ
และยังมีปัจจัยอื่นๆอีก ที่ทำให้คนเรามีการนอนหลับในจำนวนเวลา ช่วงเวลา ที่มีความแตกต่างกัน แต่หลายคนใช้
เวลานอนที่นานมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการขี้เกียจได้ ดังนั้นคนเราแต่ละคนจึงมีความต้องการนอนที่ไม่เท่ากัน เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นอนหลับมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน,วินสตัน เชอร์ชิลล์ นอนหลับไม่เกิน 5 ชั่วโมงต่อวัน , โธมัส อัลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก นอนหลับเพียงวันละ 4-6 ชั่วโมงต่อวัน เป็นต้น
แล้วนอนเท่าไรถึงจะพอแก่ความต้องการของแต่ละบุคคล กล่าวคือคงขึ้นอยู่กับความรู้สึกเฉพาะตัวว่าเมื่อตื่นแล้วมีความสดชื่น แจ่มใส มีความกระปรี้กระเปร่า และพร้อมที่จะทำกิจรรมต่างๆในวันใหม่ได้
จงศึกษาและลองสำรวจดูว่าช่วงเวลาในการนอนหลับของเราเองอยู่ในช่วงใด   แต่ในทางการศึกษา ค้นคว้า ของหมอเขียว(นายใจเพชร กล้าจน)ได้กล่าวไว้ว่าช่วงที่ควรปิดสวิตช์นอนมากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงไฟกำเริบจะอยู่ในช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี 2 กล่าวคืออาจจะเริ่มเข้านอนตั้งแต่เวลา 3 ทุ่มถึง ตี 4 ก็ได้
                สำหรับอาการนอนไม่หลับ ถ้าหากใครมีอาการนอนไม่หลับมากกว่า 1 สัปดาห์ จนทำให้ไม่สามารถทำงานได้ในช่วงเวลาทำงาน ก็ควรรีบแก้ไขโดยการไปปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์ช่วยวินิจฉัยและแนะนำเรื่องพฤติกรรมการนอน ถ้าไม่ดีขึ้นแพทย์ก็จะให้ทานยานอนหลับ
สรุปแล้ว ช่วงเวลาในการปิดสวิตช์นอนคงมีความแตกต่างกันแต่ละบุคคล ทั้งนี้คงต้องแล้วแต่ช่วงอายุวัย ลักษณะ
ของงานที่ทำ สุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และอื่นๆ อีกทั้งไม่ควรนอนหลับนานหรือมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดนิสัยขี้เกียจได้ ถ้ามีปัญหานอนไม่หลับควรรีบปรึกษาแพทย์

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การจัดการข้อมูล


การจัดการข้อมูล
                ในวันหนึ่งๆ พวกเรามักจะต้องเจอกับข้อมูล ข่าวสาร เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจาก บทความ  ข่าว  เอกสาร และจากสื่อต่าง ๆ เช่น  รายงาน  หนังสือพิมพ์   นิตยสาร  และอินเตอร์เน็ต ฯลฯ
                หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำงานกับข้อมูล ต้องใช้ข้อมูล การบริหารข้อมูล การจัดการข้อมูล จึงเป็นสิ่งสำคัญ                    คุณสามารถทำได้ดังนี้
                1.หากว่าคุณมีรายงาน มีเอกสาร มีหนังสือ ที่จะต้องอ่านเป็นจำนวนมาก ในขณะที่คุณยังไม่มีเวลาดู คุณควรอ่านอย่างคร่าวๆ ว่าเรื่องใดมีความสำคัญเร่งด่วน หากไม่มีความสำคัญเร่งด่วน หลังจากการดูคร่าวๆ แล้วคุณควรเก็บไว้ดูในภายหลัง
                2.ตัดหรือเลือกบทความที่คุณสนใจ เพื่อเก็บไว้อ่านตอนมีเวลาว่างเช่น ตอนอยู่ในรถ ในเวลาพักผ่อน เมื่ออ่านเสร็จคุณควรใช้ปากกาขีดเส้นใต้ตรงข้อความสำคัญ หรืออาจมีการสรุปโดยย่อๆ เพื่อที่จะสะดวกต่อการอ้างอิงและใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต
                3.บอกเลิกรับ หนังสือพิมพ์ วารสาร จดหมายข่าว นิตยสาร ที่ไม่มีประโยชน์สำหรับคุณ เพราะหลายท่านสมัครเป็นสมาชิกของสิ่งพิมพ์ต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่ามีบางฉบับที่ไม่เกิดประโยชน์หรือไม่สามารถนำเอาข้อมูลนั้นไปใช้ได้ จึงควรพิจารณาเลือกสิ่งพิมพ์ที่คุณคิดว่าเป็นประโยชน์ สำหรับที่ไม่เป็นประโยชน์ก็ควรบอกเลิกเสีย เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
                4.ตัดข้อความหรือเขียนข้อมูลบางตอน บางบท บางหน้า ที่เป็นประโยชน์แล้วนำไปจัดเก็บใส่ในแฟ้ม อีกทั้งควรที่จะจัดการกับระบบแฟ้มโดยแบ่งออกเป็นเรื่องต่างๆ ควรเขียนชื่อเรื่องไว้ตรงหน้าแฟ้มเพื่อความสะดวกในการค้นหา เช่น เรื่องของการเมือง เรื่องของธุรกิจ เรื่องของสังคม เรื่องข้อมูลส่วนตัว ฯลฯ  และถ้ามีข้อมูลมากขึ้นเราควรจัดเก็บโดยแบ่งแฟ้มเป็นประเภทต่างๆ เช่น แฟ้มข้อมูลหลัก แฟ้มข้อมูลย่อย แฟ้มข้อมูลเก่า แฟ้มข้อมูลอ้างอิง ฯลฯ การจัดเก็บอย่างเป็นระบบจะทำให้เราหาข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น
                5.ควรใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดเก็บข้อมูล เช่น ซีร็อกซ์ข้อมูลบางหน้าที่ต้องการเพื่อจัดใส่ไว้ในแฟ้มข้อมูล , ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น
                6.ควรมีการจัดระบบทำลายเอกสาร ทำลายข้อมูลที่ไม่มีความจำเป็นทิ้ง หน่วยงานใหญ่ๆ มักมีปัญหาเรื่องของเอกสารที่มีจำนวนมากมายมหาศาล เช่น การจัดเก็บข้อสอบเก่าๆ ของมหาวิทยาลัยต่างๆ หากเป็นข้อสอบเก่ามากๆ อีกทั้งไม่มีความจำเป็น บางมหาวิทยาลัยจึงมีระเบียบว่าให้มีการทำลายเอกสารข้อสอบเก่าๆ หลังจากเก็บไว้ 5 ปี เป็นต้น
                การจัดการข้อมูล จึงเป็นศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ก็คือเราสามารถเรียนรู้ได้ ศิลป์ก็คือแต่ละบุคคลอาจจะมีการจัดการโดยใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน เช่น ในหน่วยงานธุรกิจอาจมีการจัดเก็บเอกสารเป็นแฟ้มต่างๆได้แก่ แฟ้มสินทรัพย์หมุนเวียน แฟ้มสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แฟ้มหนี้สิน แฟ้มประกันภัย แฟ้มประวัติส่วนตัวพนักงาน ฯลฯ
                อีกทั้งการจัดการข้อมูลที่ดี เราควรนำเอาระบบ 5 ส สะสาง-สะดวก-สะอาด-สุขลักษณะและสร้างนิสัย รวมทั้งนำระบบ ISO มาประยุกต์ใช้ในการจัดการข้อมูลตามความเหมาะสม ก็จะทำให้ข้อมูลที่มีการจัดเก็บเป็นระบบที่ดีมากยิ่งขึ้น
                ดังนั้น การจัดการข้อมูล จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เช่น ใช้เป็นหลักฐานในการทำงาน ใช้อ้างอิง ใช้ในการเป็นข้อมูลในการวางแผน แก้ไขปัญหา ตัดสินใจ ใช้เพื่อพิจารณาปรับปรุงงาน เป็นต้น

ใช้เวลาเดินทางอย่างคุ้มค่า

ใช้เวลาเดินทางอย่างคุ้มค่า
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                ในการดำเนินชีวิตของคนเรา มักจะเสียเวลาไปกับการเดินทางค่อนข้างมาก ยิ่งถ้าดำเนินชีวิตในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆยิ่งต้องมีความจำเป็นในการเดินทาง อีกทั้งเผชิญกับปัญหาการจราจร ปัญหารถติด  ทั้งในช่วงเช้า และช่วงเย็นสมมุติว่าเราใช้เวลาเดินทางไปทำงาน 5 วัน คือวันจันทร์-วันศุกร์ เราเสียเวลาเดินทางไปวันละ 3 ชั่วโมง ช่วงเช้าและช่วงเย็น ทำให้เราเสียเวลาสัปดาห์ละ 15 ชั่วโมงโดยประมาณ ทำให้หลายๆท่านคงเกิดอาการเบื่อหน่าย และคิดว่าการเดินทางมักทำให้เสียเวลา
                ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ในปัญหาย่อมมีประโยชน์ แต่ในความจริงแล้วเราสามารถใช้ประโยชน์ในระหว่างการเดินทางได้  ทั้งนี้แล้วแต่ปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่น บางคนใช้รถยนต์ บางคนขึ้นรถโดยสารประจำทาง บางคนขึ้นรถไฟลอยไฟ รถไฟใต้ดิน ฯลฯ
                เราสามารถหาประโยชน์จากการเสียเวลาในการเดินทางได้ดังนี้
                1.ฟังวิชาการ ฟังเพลง ฟังข่าว ในระยะการเดินทางเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ การผ่อนคลาย การได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร เราสามารถฟังได้จากรถยนต์ส่วนตัว หรือ ใช้หูฟังหากว่านั่งรถโดยสารประจำทาง นั่งในรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น
                2.อ่านหนังสือประเภทต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ หนังสือเรียน หนังสือนิตยสาร ตำรา ฯลฯ เพื่อเป็นการได้รับข่าวสาร ความรู้ เนื้อหาสาระ ที่เป็นประโยชน์ ในระหว่างเดินทาง
                3.คิดโครงการ คิดสร้างสรรค์ งานใหม่ๆ ในระหว่างเดินทาง แล้วหาสมุดบันทึกไว้จด อันความคิดดีๆ มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เกิดขึ้นได้ทุกเวลา การหาสมุดบันทึกเพื่อจดความคิดต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะความจำของคนเราอาจลืมเลือนได้
                4.เช็ค E-mail และ หาข้อมูลต่างๆได้ระหว่างเดินทาง เนื่องจากยุคปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ท่านสามารถเช็คE-mail เช็คข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต โดยผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ Ipad  คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
                5.สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ในกรณีที่ท่านเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ท่านต้องไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียน ท่านสามารถ นำเอาอาหารเช้าโดยการทำแบบง่ายๆ อาหารว่าง น้ำดื่ม ไปรับประทานในรถ อีกทั้งยังสามารถสนทนาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวได้ด้วย เช่น ถามเรื่องเพื่อน เรื่องครู ในโรงเรียน
                6.ทำสมาธิ ในกรณีที่ท่านไม่ได้ขับรถยนต์เอง ท่านสามารถฝึกสมาธิได้ในระหว่างนั่งรถโดยสาร เพียงแต่หลับตา แล้วกำหนดคำบริกรรมภาวนาภายในใจ การฝึกสมาธิ จะทำให้ท่านเป็นคนที่อดทนในการรอคอย การฝึกสมาธิในรถโดยสารประจำทางจะไม่ทำให้ท่านอารมณ์เสียง่ายเนื่องจากปัญหารถติด
                7.พักผ่อนด้วยวิธีนอนหลับ ในกรณีที่ไม่ได้ขับรถยนต์เอง ท่านสามารถนอนหลับพักผ่อนระหว่างเดินทางได้  เป็นการหลับแบบช่วงสั้นๆ หากนั่งในรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถหลับได้อย่างเต็มที่ แต่หากนอนหลับในรถโดยสารก็ควรจะต้องระวังเรื่องของการกรน เรื่องของการถูกขโมยของ เป็นต้น
                ดังนั้นเราสามารถหาประโยชน์ได้จากการเสียเวลาในการเดินทาง เพียงแต่ขอให้ท่านได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ปล่อยให้ความเคยชินมาเป็นตัวกำหนด ท่านสามารถสร้างคุณค่าในระหว่างการเดินทางได้มากขึ้นกว่าในอดีต ที่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
               
     

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วม

การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วม
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                การบริหารงานที่ดีควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม เพราะการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม พนักงานจะมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร อีกทั้งยังจะช่วยเหลือแก้ไขปัญหา เมื่อองค์กรมีปัญหา ซึ่งกิจกรรมที่ควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมมีดังนี้
                1.การมีส่วนร่วมประชุมภายในองค์กร  การเปิดโอกาสให้พนักงานร่วมประชุมจะทำให้พนักงานได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสาร สถานการณ์ขององค์กร หากเป็นองค์กรขนาดใหญ่พนักงานก็จะได้รู้จักกันมากขึ้น
                2.การมีส่วนร่วมตัดสินใจ  การบริหารงานที่ดีผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมมือและร่วมในการตัดสินใจ เพราะหากพนักงานเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจ พนักงานก็จะมีส่วนรับผิดชอบในงานมากกว่าการที่พนักงานไม่มีส่วนร่วมในการร่วมตัดสินใจ
                3.การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบงาน ในปัจจุบันหลายๆองค์กรได้นำเอาระบบเข้ามาเพื่อพัฒนาองค์กร เช่น ระบบคิวซี ระบบรีเอ็นจิเนียริ่ง  ระบบมาตรฐาน ISO เป็นต้น การบริหารงานที่ดีต้องเปิดโอกาสให้พนักงานได้เข้าร่วมในการเรียนรู้ระบบ ศึกษาระบบ อบรมพัฒนาระบบ
                4.การมีส่วนร่วมในการสื่อสารภายในและภายนอก การสื่อสารในองค์กรมีหลายรูปแบบ เช่น การสื่อสารแบบบนลงล่าง การสื่อสารแบบล่างขึ้นบน การสื่อสารระดับแนวเดียวกัน การสื่อสารภายนอกองค์กร การเปิดโอกาสให้พนักงานสื่อสารภายในและภายนอกองค์กร จะทำให้พนักงานรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น อีกทั้งพนักงานยังเป็นผู้ซึ่งเผยแพร่ข่าวสารจากภายในองค์กรไปยังภายนอกองค์กรได้ด้วย
                5.การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสัมพันธ์ กิจกรรมสัมพันธ์เป็นการกระทำเพื่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร เช่น การจัดงานเลี้ยงปีใหม่ การจัดงานครอบครัว  การจัดงานพิธีครบรอบขององค์กรพร้อมทั้งมอบรางวัลพนักงานดีเด่น  เป็นต้น
                6.การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสโมสร ชมรม ต่างๆที่เป็นขององค์กร หลายองค์กรได้มีการจัด สโมสรกีฬา  สโมสรฟุตบอล ชมรมโต้วาที ชมรมร้องเพลง ชมรมคาราโอเกะ ชมรมนักสะสม ฯลฯ ผู้บริหารควรสนับสนุนให้พนักงานได้เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเป็นการให้พนักงานเกิดสังคมใหม่ๆและเกิดการพัฒนาตนเอง
                7.การมีส่วนร่วมในการสัมมนา ฝึกอบรม หลายองค์กรมักไม่ยอมลงทุนในการจัดการสัมมนา จัดการฝึกอบรม เนื่องจากต้องการประหยัดเงิน อีกทั้งไม่ต้องการให้พนักงานใช้เวลาในการทำงานไปสัมมนาหรือไปอบรม แต่ผู้บริหารควรตระหนักว่า การที่มีพนักงานที่เก่ง ฉลาด รอบรู้ ขยัน สามารถแก้ปัญหาให้องค์กรได้ หากว่ามีพนักงานลักษณะนี้มากๆ จะทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วขนาดไหน การจัดอบรม การจัดสัมมนา จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานเกิดพัฒนาตนเอง
                ดังนั้น การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการบริหารงานสมัยใหม่ ซึ่งในอดีตผู้บริหารอาจใช้คำว่า “ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ”ได้ โดยไม่ต้องให้พนักงานมีส่วนร่วมเช่น ร่วมตัดสินใจหรือให้รับฟังแต่คำสั่งอย่างเดียว แต่การบริหารสมัยใหม่ ผู้บริหารต้องเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมมากที่สุด หากผู้บริหารสามารถทำได้ก็จะทำให้ผู้บริหารทำงานน้อยลง มีเวลามากขึ้น แบกรับภาระน้อยลง และทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น