วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นักบริหารกับการเปลี่ยนแปลง

นักบริหารกับยุคของการเปลี่ยนแปลง
โดย...ดร.สุทธิชัย  ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
มีนักวิชาการหลายท่านเคยกล่าวว่า ผู้ใดครองเทคโนโลยี ผู้นั้นครองอำนาจ ผู้ใดครองเทคโนโลยี ผู้นั้นครองเศรษฐกิจ ดูจะเป็นจริงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ถ้าองค์กรใด หน่วยงานใด หรือนักบริหารคนใด ไม่ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน องค์กรนั้น หน่วยงานนั้นหรือนักบริหารคนนั้น จะเสียเปรียบในการแข่งขันกับ องค์กร หน่วยงานหรือนักบริหาร ที่ใช้เทคโนโลยี มาช่วยในการทำงาน บริหารงาน
การใช้เทคโนโลยีช่วยทำงาน ทำให้นักบริหารทำงานได้ง่ายขึ้น มีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ใช้ความคิดในการจดจำสิ่งต่างๆน้อยลง เช่น เบอร์โทรศัพท์ต่างๆ นักบริหารสามารถบันทึกไว้ได้ในโทรศัพท์มือถือ หรือ ข้อมูลต่างๆที่ใช้ในการตัดสินใจ นักบริหารก็สามารถนำเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์
นายจอห์น ไนส์บิตต์ เขียนไว้ในหนังสือ MEGATREND ซึ่งพูดถึงเทคโนโลยี่ต่อสังคมโลก เมื่อปี 1982  โดยเขียนไว้ว่า
                1.สังคมจะเปลี่ยนเป็นยุคของสังคมสารสนเทศ กล่าวคือมีนักวิชาการท่านหนึ่งบอกว่า คลื่นลูกที่ 1 เป็นสังคมเกษตรกรรม คลื่นลูกที่ 2 เป็นสังคมอุตสาหกรรม และคลื่นลูกที่ 3 เป็นสังคมสารสนเทศ ซึ่งก็เป็นยุคปัจจุบันนี่เอง
                2.เศรษฐกิจจะเปลี่ยนเป็นระดับโลกจากอดีตที่เคยเป็นแค่เศรษฐกิจระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น  กล่าวคือ โลกทั้งโลกจะเป็นสังคมเดียวกัน ติดต่อค้าขายกัน ดังนั้นทุกประเทศจะมีบริษัทข้ามชาติ เข้าไปค้าขายและตั้งสำนักงานในประเทศต่างๆมากขึ้นหรือเรียกว่าเป็นการค้าขายแบบ อินเตอร์ นั่นเอง
                3.ธุรกิจต่างๆจะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยในการทำงาน กล่าวคือระบบคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ อีกทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามาในชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเข้ามาช่วยในเรื่องการบริหารจัดการ หรือ เข้ามาอำนวยความสะดวกกับชีวิต
                4.การวางแผนจะเน้นวางแผนระยะยาวมากกว่าระยะกลางหรือระยะสั้น คือ การวางแผนจะต้องวางแผนเป็นระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือวางแผนระยะยาวขึ้น
                5.การตัดสินใจจะเร็วขึ้นเนื่องจากมีการกระจายอำนาจไปสู่ระดับล่างมากขึ้น คือ ให้อำนาจกับผู้บริหารระดับล่างมากขึ้นหรือให้อำนาจกับพนักงานมากขึ้นในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริหารที่รวดเร็วหรือทำให้การบริการลูกค้าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
                6.รูปแบบการจัดองค์กรจะเป็นแบบ NETWORK มากกว่าเป็นแบบลำดับชั้น คือ องค์กรจะมีลักษณะเป็นเครือข่ายหรือตาข่าย  จะไม่เหมือนอดีตที่มีการจัดโครงสร้างองค์กรในลักษณะให้ฐานล่างกว้างใหญ่ แต่ฐานบนแคบเล็ก
                7.มีทางเลือกมากขึ้นในการพิจารณาในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ  เมื่อคนเรามีความฉลาดขึ้น มีเครื่องมือมากขึ้น มีข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ทำให้คนเรามีทางเลือกในการตัดสินใจมากตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น การจะเดินทางไปจังหวัดขอนแก่น เราสามารถเลือกเดินทางได้หลายทางด้วยกันเช่น รถยนต์ รถไฟฟ้า เครื่องบิน ฯลฯ
                นายจอห์น ไนส์บิตต์ เป็นนักทำนายอนาคตที่มีชื่อเสียงมากในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำนายเมื่อปี 1982 ซึ่งปัจจุบันเป็นปี 2011 ซึ่งดูแล้วจะเป็นความจริงมากที่เดียวในปัจจุบัน
ฉะนั้นการเป็นนักบริหารจะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย อีกทั้งถ้าหากมองในแง่ดี การเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ท้าทายความสามารถศักยภาพในตัวของนักบริหาร 
อีกทั้งถ้าหากองค์กรยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตัวนักบริหารเองจะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง นักบริหารจึงต้องมองไปข้างหน้าเพื่อความอยู่รอดขององค์กร เพราะถ้านักบริหารไม่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือรอคอยให้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกมาก่อนแล้วจึงค่อยเปลี่ยนแปลง นักบริหารก็จะทำให้องค์กรล้าหลังหรือเสียเปรียบคู่แข่งขันทันที
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวว่า การแก้ปัญหาในเรื่องเดิม จะต้องใช้วิธีการใหม่เท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จฉะนั้น หากว่าองค์กร เจอปัญหาเดิมๆ แล้วแก้ปัญหาไม่ได้ นักบริหารจะต้องมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะถ้านักบริหารไม่แก้ปัญหา ปัญหาก็จะสะสมเหมือนดินพอกหางหมูแล้วดินนั้นก็จะพอกตัวหมูในที่สุด 
นักบริหารส่วนใหญ่มักกลัวการเปลี่ยนแปลงแต่อย่าลืมว่าองค์กรจะเจริญก้าวหน้าได้ด้วยการเปลี่ยนแปลง  ถามว่าทำไมนักบริหารถึงไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเพราะว่า นักบริหารบางคนกลัวเสียผลประโยชน์ นักบริหารบางคนกลัวว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วตนเองจะทำงานหนักขึ้น เหนื่อยมากขึ้น นั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คลิป การผูกใจคน

ท่านสามารถติดตามชมเพิ่มเติมได้ที่ www.drsuthichai.com


คลิป ผู้บริหารกับงานประชาสัมพันธ์

ท่านสามารถติดตามชมเพิ่มเติมได้ที่ www.drsuthichai.com


ทักษะผู้บริหาร

ท่านสามารถติดตามชมเพิ่มเติมได้ที่ www.drsuthichai.com


หลักการทำงาน


หลักการทำงาน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพต่างๆ มักมีวิธีการทำงานเป็นของตนเอง ซึ่งวิธีการทำงานของคนนั้นๆ มักมีหลักการ อีกทั้งบุคคลที่ประสบความสำเร็จนั้นปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ซึ่งแต่ละคนมักมีวิธีการที่แตกต่างกันไปหรือบางคนอาจจะใช้วิธีการเดียวกัน  เช่น
                1.คนที่ประสบความสำเร็จบางคน ทำงานตรงต่อเวลาหรือทำงานเป็นเวลา ทำงานโดยความสม่ำเสมอ ไม่หยุดยั้ง เช่น นักเขียนที่ประสบความสำเร็จมีผลงานการเขียนมากมาย จะเป็นคนตรงเวลาหรือทำงานเป็นเวลา กล่าวคือ เมื่อมีการจัดเวลาทำงานในการเขียนหนังสือทุกๆวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น เขาก็จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด พอถึงเวลา 9 โมง ก็จะเริ่มเข้าห้องแล้วลงมือเขียนทันที
                2.คนที่ประสบความสำเร็จบางคน มีหลักการทำงานคือ หาคนเก่งๆ เข้าช่วยงาน ซึ่งเป็นวิธีของนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ เพราะการหาคนเก่งๆ ช่วยทำงาน จะทำให้คนที่ประสบความสำเร็จมีเวลามากขึ้นในการคิดในการแก้ไข ในการวางแผนงานในอนาคตต่อไป ทำให้เหนื่อยน้อยลง
                3.คนที่ประสบความสำเร็จบางคน เป็นคนที่ต้องทำงานหนัก เช่น หลวงวิจิตรวาทการ ต้องทำงานหนักมากวันละ 16 ชั่วโมง ท่านจึงสามารถผลิตหนังสือออกมาได้อย่างมากมาย อีกทั้งได้รับตำแหน่งหน้าที่ต่างๆในชีวิตราชการ รวมทั้งตำแหน่งทางการเมือง ก็เนื่องมาจากการทำงานที่หนักของท่าน
                4.คนที่ประสบความสำเร็จบางคน มีทัศนคติในทางบวกอยู่เสมอ มีทัศนคติในการพึ่งพาตนเองมากกว่าพึ่งดวง พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้เป็นคนที่มีการพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ มีการเปลี่ยนแปลงตนเอง มีการเรียนรู้งานตลอดเวลา
                5.คนที่ประสบความสำเร็จบางคน มักใช้เครื่องมือช่วยเพื่อให้ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ปัจจุบันต้องยอมรับกันว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญมาก เทคโนโลยีทำให้เกิดความสะดวกสบาย เทคโนโลยีทำให้เกิดความรวดเร็ว และเทคโนโลยีทำให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน ดังนั้นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมักลงทุน อีกทั้งเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น ในยุคปัจจุบันเราคงไม่ปฏิเสธว่าใครที่รู้จักใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมักได้เปรียบกว่าคนที่ไม่มีความรู้เรื่องดังกล่าว เช่น การรับส่งจดหมาย หากใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเราสามารถรับส่งจดหมายได้ภายในเวลาไม่ถึงนาที แต่หากไม่มีความรู้ด้านดังกล่าวจำเป็นจะต้องเขียนจดหมายแล้วส่งไปรษณีย์ซึ่งต้องใช้เวลาในการรับส่งซึ่งนานกว่าการส่งทางอินเตอร์เน็ต
                6.คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีลักษณะผู้นำ กล่าวคือ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ ทางด้านการพูด บุคลิกภาพ มีความกล้าตัดสินใจ ซึ่งหลักการที่ดีในการตัดสินใจ ก่อนตัดสินใจทุกครั้งควรแสวงหาข้อมูลอย่างรอบด้านเสียก่อนแล้วจึงตัดสินใจ
                7.คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นนักบริหารจัดการเวลา คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมง เท่ากันแต่การใช้เวลาของทุกๆคนไม่เหมือนกัน แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นนักบริหารจัดการด้านเวลา กล่าวคือ ต้องแบ่งเวลาให้การทำงาน แบ่งเวลาให้แก่ครอบครัว แบ่งเวลาให้สังคมและแบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อน
                ทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นหลักการทำงานของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจมีมากกว่านี้ ทั้งนี้แล้วแต่ใครเป็นผู้กำหนดหรือคิดค้น หลักการทำงานต่างๆ หากว่าท่านผู้อ่านต้องการประสบความสำเร็จลองฝึกฝนปฏิบัติและลองหาอ่านรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติม ท่านก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่สามารถประสบความสำเร็จในการทำงานในสายอาชีพของท่านครับ

                คุณจะประพฤติตนอย่างไรในยามตกอับมีความสำคัญมากกว่าคุณจะประพฤติตนอย่างไรในยามรุ่งเรือง






เครื่องมือเตือนความจำ

เครื่องมือเตือนความจำ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                พวกเราต้องยอมรับกันว่าในสังคมยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการแข่งขัน อีกทั้งเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารซึ่งมีจำนวนมากมาย ในการทำงานในแต่ละวัน ทำให้พวกเราต้องใช้ความคิด ในการทำงานมากขึ้น รับข้อมูลข่าวสารทั้งเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์มากขึ้น การใช้ความคิดมากๆ การจะต้องจำในสิ่งที่ต้องจำมากขึ้น หากไม่มีเครื่องมือช่วยในการจำ ความคิดดีๆ ความคิดที่เป็นประโยชน์ ก็จะหายไปในบทความตอนนี้เราจะมาพูดคุยกันเรื่อง เครื่องมือเตือนความจำ อันได้แก่
                1.สมุดโน๊ตเล็กๆ พร้อมปากกา ติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง เพราะบางครั้งเราไม่สามารถเอาแฟ้มงานของเราไปได้เนื่องจากแฟ้มมีขนาดใหญ่ การมีสมุดโน๊ตเล็กๆ พร้อมปากกา จะทำให้เราบันทึกข้อมูลแบบฉุกเฉินได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นจะต้องจำ
                2.เครื่องอัดเสียง ในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีความทันสมัย เราสามารถบันทึก ความคิดที่เป็นประโยชน์ของเราได้ หรือ บันทึกกิจกรรมที่จะต้องทำในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ได้ หลังจากกลับมาที่บ้านหรือสำนักงาน เราก็สามารถนำมาเปิดฟังแล้วบันทึกในสมุดวางแผนงานได้
                3.Diray หรือ ไดอารี่ เป็นเครื่องมือในการวางแผนเป็น รายปี รายเดือน และรายวัน เพื่อทำให้เราเห็นภาพรวมทั้งหมดในการทำงานภายในหนึ่งปีของเราว่าเราจะทำอะไรบ้าง ถ้ามีเหตุการณ์ที่จะทำในอาทิตย์ เราก็สามารถลงเพิ่มได้อีก
                4.แฟ้มเอกสารต่างๆ เป็นเครื่องมือทำงานอีกชิ้นที่หนึ่งที่สามารถสร้างความเป็นระบบขึ้นในสำนักงาน เช่น แฟ้มเอกสารส่วนบุคคล แฟ้มข่าวสาร แฟ้มเอกสารทางด้านธุรกิจ แฟ้มเอกสารทางกฏหมาย แฟ้มเอกสารทางบัญชี แฟ้มเอกสารทางการเงิน ฯลฯ สำหรับสำนักงานแต่ละแห่งอาจมีแฟ้มเอกสารที่แตกต่างกันไป บางแห่งอาจจะมีการแยกย่อยลงไปอีก อีกทั้งเมื่อบันทึกข้อมูลเข้าแฟ้มหลายๆปี ก็จะทำให้แฟ้มมีมากขึ้น จึงควรหาวิธีการจัดเก็บเพื่อการสืบค้นต่อไปในอนาคต
                5.เครื่องมือสมัยใหม่เช่น คอมพิวเตอร์  iPad เป็นเครื่องที่ทันสมัย ในคอมพิวเตอร์ ใน iPad จะมีโปรแกรมต่างๆ ที่ลองรับกับการทำงานต่างๆ ของเรา เครื่องมือทันสมัยเหล่านี้รวมทั้งโปรแกรมจะทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น
                6.กระดาษเปล่ากับปากกา ความคิดของคนเรามีความมหัศจรรย์ ภายในหนึ่งวันเราสามารถคิดเรื่องราวต่างๆได้อย่างมากมาย และโดยส่วนใหญ่ความคิดดีๆ มักมีน้อยมาก บางครั้งความคิดดีๆ เราคิดได้ตอนนอน ตอนขับรถยนต์ ดังนั้น ควรวางกระดาษเปล่ากับปากกา ไว้ที่เราหยิบใช้สะดวก เช่น บนหัวเตียงนอน ในรถยนต์  ซึ่งจะทำให้เราบันทึกสิ่งต่างๆได้ทันตามความต้องการ
                สำหรับหลักในการเขียนบันทึกช่วยจำ ไม่ควรเขียนย่อหรือสั้นเกินไป เพราะเมื่อถึงเวลานัดหมายแล้วนำมาอ่าน อาจทำให้ลืมได้ว่าที่จริงเราต้องการจะบันทึกอะไร เมื่อทำงานเสร็จสิ้นในหนึ่งวัน ช่วงเย็นหรือช่วงค่ำ เราลองมาทบทวน ตรวจสอบบันทึกช่วยจำของเราอีกครั้งหนึ่ง
                เรื่องของปากกาหรืออุปกรณ์สำนักงานก็มีความสำคัญ หากเรามีปากกาสีเดียว เวลาเราบันทึกเราก็อาจจะเกิดอาการเบื่อหน่าย แต่หากมีปากกาหลากหลายสี  อีกทั้งมีหลายขนาดก็จะทำให้เราสามารถบันทึกได้สนุกขึ้น
                ในยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า เครื่องมือต่างๆ มีมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น ควรหากระเป๋าสักใบหนึ่งเพื่อเอาไว้ใส่ ปากกา ไดอารี่ โทรศัพท์มือถือ เครื่องบันทึกเสียง กระดาษเปล่า เวลาเดินทางไปไหนก็จะสามารถหยิบใช้ได้อย่างสะดวกสบาย